ความเค็ม
ความเค็ม คือ ปริมาณเกลือที่ละลายในน้ำที่มีหน่วยวัดเป็นกรัม ต่อน้ำหนึ่งตัน
หรือ พีพีที(ppt) ความเค็มของน้ำทำให้ปลาต้องปรับตัวให้เข้ากัปริมาณเกลือ
ที่ละลายอยู่ในน้ำให้ดำรงชีวิตและมีการเจริญเติบโตตามปกติ ปลาต่างชนิดกัน
จะชอบอาศัยอยู่ในน้ำที่มีความเค็มแตกต่างกัน เช่น
ปลาน้ำจืด ชอบอาศัยอยู่ในน้ำที่มีความเค็ม 0-3 พีพีที
ปลาน้ำกร่อย ชอบอาศัยอยู่ในน้ำที่มีความเค็ม 15-25 พีพีที
ปลาทะเล ชอบอาศัยอยุ่ในน้ำที่มีความเค็ม 25-32 พีพีที แต่ปลาบางชนิด
สามารถปรับตัวอย่างช้าๆ เพื่ออาศัยในน้ำที่มีความเค็มในระดับต่างๆได้
เช่น ปลาเสือดาว ปลาเสือหน้าแดง ปลาบู่กล้วย ปลาเฉี่ยว
แอมโมเนีย
แอมโมเนีย หมายถึงก๊าซไนโตรเจนที่มีอยู่ในรูป ไอออนไนซ์ฟอร์มตามธรรมชาติ
จะพบแอมโมเนียมในน้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน มักเกิดจากขบวนการดึงสลายยูเรีย
ด้วยน้ำ ยังเกิดตามธรรมชาติโดยการรีดักชั่นไนเตรดภายใต้สภาวะที่ไม่มีออกซิเจน
ระดับความเข้มข้นของแอมโมเนียมที่จะเป็นอันตรายต่อปลาไม่ควรเกิน 0.02
มิลลิกรัม ต่อลิตร การลดความเป็นพิษของแอมโมเนียควรใช้เกลือแกง 600-800
กิโลกรัมต่อไร่ หรือใช้ในระดับ 10-20 กรัมต่อน้ำ 1 ตัน (10-20 ppm) ในตู้
เลี้ยงปลา
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
เป็ฯส่วนประกอบหลักของการควบคุมไม่ให้พีเอชของน้ำเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
และมีความสำคัญในขบวนการสังเคราะห์แสง คาร์บอนไดออกไซด์จะไปจำกัด
การใช้ออกซิเจนของสัตว์น้ำโดยจะทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดประสิทธิ
ภาพลง ทำให้เป็นอันตรายต่อระบบหมุนเวียนเลือดและขบวนการหายใจของ
สัตว์น้ำ ปลาส่วนใหญ่สามารถรู้สึกต่อการเปลี่ยนแปลงของคาร์บอนไดออกไซด์
ต่ำกว่า 6 มิลลิกรัม ต่อลิตร เกณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับสัตว์น้ำจึงไม่ควรมีคาร์บอน
ไดออกไซด์สูงกว่า 5.0 มิลลิกรัม ต่อลิตร
ก๊าซไข่เน่า
เกิดจากการหมักหมม และการเน่าสลายของอินทรีย์สารก้นบ่อ ในภาวะที่ไม่มี
ออกซิเจนซึ่งทำให้ซัลไฟด์ถูกดึงไปใช้ เปผ้นรูปแบบที่เป็นพิษต่อสัตว์น้ำและ
พบว่าถ้าน้ำมีค่าความเป็นกรดเป็นด่างต่ำจะทำให้เกิดก๊าซไข่เน่ามากขึ้น ระดับ
ความเข้มข้นของก๊าซไข่เน่าไม่ควรเกิน 0.002 พีพีเอ็ม การลดความเป็นพิษ
ควรถ่ายน้ำลงและใส่เกลือแกง 300- 400 กิโลกรัม ต่อไร่ ประมาณ 20 กรัม
ต่อน้ำ 10 ลิตร หรือใช้ปูนขาว 30 กรัม ต่อน้ำ 1 ตัน หว่านหรือละลายน้ำลาด
ให้ทั่วบ่อ
|